Happy Land Forums

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ค้นหา
คำค้นยอดนิยม: raamas
Happy Land Forums หน้าหลัก News เนื้อหาของบทความ

ที่สุดแห่งศาตราแดนอาทิตย์อุทัย ดาบซามูไร ...

2011-8-9 04:14| ผู้เผยแพร่: D.pig| เข้าชม: 1002| ความคิดเห็น: 2|ผู้เขียนต้นฉบับ: D.pig|จาก: รวบรวมจากเอกสารและบทความต่าง

คำอธิบาย: ศาตราวุธ แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย ที่สุดของอาวุธคู่กายนักรบซามูไร ตอนที่ 1 กล่าวกันมาว่า ไม่มีดาบใด จะคมกร ...
"To" (โตะ แปลว่า ดาบในภาษาญี่ปุ่น) ...
ศาตราวุธ แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย ที่สุดของอาวุธคู่กายนักรบซามูไร ตอนที่ 1

            กล่าวกันมาว่า ไม่มีดาบใด จะคมกริบเกินกว่าดาบของซามูไร  ไม่มีดาบใด จะแข็งแกร่งเท่าเทียมดาบซามูไร ไม่มีดาบใด สวยงามเท่ากับดาบซามูไร และไม่มีดาบใด รวมทั้งศาสตร์และศิลป์แห่งการประดิษฐ์ ศาสตร์การฆ่าที่หมดจด เท่ากับดาบซามูไร

            เกริ่นกันแต่เพียงเท่านี้ก่อน เพราะนี่เพิ่งเริ่มตอนที่ 1 ประเดี๋ยวท่านผู้อ่านจะเอียนกับสำนวนของผู้เขียนเอาเสียก่อน  อนึ่ง  บทความนี้ ผู้เขียนได้รวบรวมเอาความรู้จาก เอกสาร  บทความ  สาระความรู้ต่างๆ  งานวิจัย  ที่ผู้เขียนเคยได้ศึกษาหาความรู้มาต้นแต่ก่อน  มาทำบทความฉบับนี้ขึ้น  เพื่อที่จะรวบรวมเอาเนื้อหาความรู้ต่างๆ  ที่มีลักษณะกระจัดกระจา่ยอยู่  มารวมกันไว้  ตั้งแต่ต้นกำเนิดของดาบซามูไร  วิวัฒนาการการผลิต  ผ่านยุคสมัยต่างๆ  การใช้  จนถึงเวลาในยุคปัจจุบันมาไว้ที่บทความนี้  เพื่อง่ายแก่การศึกษา  โดยผู้เขียนจะดำเนินบทความนี้โดยเนื้อหาละเอียดที่สุด  เน้นความเข้าใจง่าย  อ่านสบาย  เพื่อเป็นความรู้แก่บุคคลที่สนใจต่อไป

ศาสตร์และศิลป์ ต้นกำเนิดดาบซามูไร ว่าด้วยการตีดาบ

           กล่าวกันว่า  ที่มาของดาบญี่ปุ่น เริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 1000 ปีก่อน ชาวญี่ปุ่นยกย่องชาวนาและช่างฝีมือมากที่สุด  โดยเฉพาะช่างตีดาบ  โดยดาบญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลการประดิษฐ์มาจากจีนและเกาหลีในการสู้รบในสมัยก่อน ซึ่งอยู่ในช่วงยุค นารา (Nara period ประมาณปี พ.ศ. 1173-1336)  ปัญหาที่พบมากก็คือ  ดาบที่มากจีนและเกาหลี มีความคมเป็นเลิศก็จริง แต่ไม่ทนทาน มักจะหักหรือสูญเสียความคมไปในเวลาสู้รบหรือหลังการสู้รบแล้ว  จักรพรรดิจึงได้มีรับสั่งให้ช่างตีดาบในสมัยนั้นพัฒนาและปรับปรุงดาบให้ดียิ่งขึ้นและได้พัฒนาต่อยอด  จนเริ่มมีแบบฉบับเป็นของตนเองขึ้นมา  ประมาณ 700 ปีก่อน (ราวสมัย คามาคูระ (Kamakura period))  ช่างตีดาบหรือ "อามากุนิ"
ได้พัฒนาวิธีการถลุงเหล็ก  การตี  และอบชุบขึ้นมาจบได้ดาบที่มีความแข็งแกร่งและดีเยี่ยมที่สุด
           ยุคสมัยของญี่ปุ่น แบ่งได้ดังนี้
              1.โชโคะโตะ 上古刀 645-964  เริ่มในยุค อะซุกะจิได飛鳥時代 538-710 ถึง เฮอันจิได平安時代 ปี โอวะ応和961-964
              2.โคะโตะ 古刀 987-1596  เริ่มในยุค ถึง เฮอันจิได平安時代 ปี เอะอิเอ็ง永延 987-989 ถึงยุคอิสุชิ โมโมยะมะจิได安土桃山時代 ปีบุงโรคุ文禄 1592-1596 
              3.ชินโตะ新刀 1596-1751 เริ่มในยุคอิสุชิ โมโมยะมะจิได安土桃山時代 ปี ไคอิโชว 慶長 1596-1615 ถึงยุค เอโดะ江戸時代ปี คังเอ็น寛延 1748-1751
              4.ชินชินโตะ新々刀 1781-1868 เริ่มในยุค เอโดะ江戸時代 ปี เท็นเมอิ 天明 1781-1789 ถึงยุค เมจิ明治時代 ปี 1868.
              5.เก็นไดโตะ現代刀 1867-ปัจจุบัน. เริ่มในยุคเมจิ明治時代 ปี 1868จวบจนปัจจุบัน.

          - อามากุนิ  คือช่างตีดาบในสมัยก่อน  จะมี ผู้ช่วยในการตีดาบ 1 คน เรียกว่า อะชิสุทันโตะ (Ashisutanto)  ในการตีดาบเล่มหนึ่งๆ
อามากุนิ  ใช้เหล็กที่ดีที่สุดผ่านการถลุงแล้ว ที่มีชื่อเรียกว่า  "ทามาฮากาเนะ"  (Tamahagane)  ในการตีดาบขึ้น อามากุนิพบว่า  การจะตีดาบให้ออกมาเป็นผลงานที่ดีได้นั้น  จะต้องควบคุมปัจจัยและตัวแปร 4 อย่างคือ
         1.ความเย็น
         2.ปริมาณธาตุ คาร์บอนที่อยู่ในเนื้อเหล็ก
         3.การนำสิ่งปะปนที่อยู่ในเหล็กออกให้ได้มากที่สุด
         4.อุณหภูมิความร้อน ที่ใช้ในการอบชุบตัวดาบ
 เหล็ก ทามาฮากาเนะ ได้มาจากการถลุงทรายเหล็ก

ด้วยเตาทะทะระ ตามแบบฉบับของญี่ปุ่น  ที่มีโครงสร้างซับซ้อนมาก

จนเวลาผ่านไป 3 วัน 3 คืน ก็จะทำการแกะเตาเพื่อนำก้อนเหล็ก ทามาฮากาเนะ ออกมาจากเตา

              และเมื่อเริ่มขั้นตอนการตีดาบ  อามากุนิ  จะนำก้อนเหล็ก ทามาฮากาเนะ  มาเผาด้วยความร้อนที่ได้จากถ่านไม้  แล้วนำมาตีแผ่ออกเป็นแผ่นบางๆมีความหนาอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 4-5 มม. 

จากนั้นจะนำไปแช่น้ำเพื่อให้เนื้อเหล็กเย็นเพื่อจะเข้าสู่ขั้นตอนการตีที่แท้จริง  คือ  นำแผ่นเหล็ก ทามาฮากาเนะ  ที่พักไว้มาตีให้แตกเป็นชิ้นเล็กๆขนาดประมาณไม่เกิน 1-2 ซม. ในรูปทรงสี่เหลี่ยม  จากนั้นจะทำการเลือกชิ้นเหล็กที่มีขนาดใกล้เคียงกันแล้วนำมาวางบนฐานตี การวางชิ้นเหล็ก จะวางให้สูงตามแต่ชนิดของดาบที่ต้องการจะตี  ในบทที่ 1 นี้ ขอวางไว้ที่ ดาบคาตานะ ซึ่งจะวางชิ้นเหล็กไว้สูงไม่เกิน 3-4 นิ้ว รวมฐานวาง

จากนั้นจะคลุมด้วยกระดาษญี่ปุ่นซึ่งเขียนด้วยอักษรโบราณ  ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า  อาจจะเป็นยันต์ในแบบฉบับของประเทศญี่ปุ่นที่มีการบูชาครูตามแบบฉบับของช่างแต่ละบุคคล  จากนั้นจึงราดน้ำโคลนประสานที่มีสีเหลืองคล้ายสีเหลืองแบบกำมะถันลงไปอีกที  แล้วนำเข้าเตาเผา  อนึ่ง  เตาเผาแบบญี่ปุ่นนั้นมีลักษณะยาว  มีช่องลมที่ด้านซ้ายหรือขวา  ตามมือข้างถนัดของช่างแต่ละคนเพื่อใช้ในการเป่าลมด้วยคันชัก  ลมที่เป่านี้จะเป็นการเป่าจากล่างขึ้นบน  เพราะการเป่าลมแบบนี้  จะให้เร่งกำลังความร้อนได้ดีที่สุด (เตาเผา เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของผู้ผลิตออกแบบ  ปัจจุบันมีทั้งแบบดั้งเดิม และแบบอุตสาหกรรมแตกต่างกันไป) ที่ยกมากล่าว ณ ที่นี้คือเตาเผาแบบโบราณ

เมื่อเผาจนก้อนเหล็กแดงร้อนได้ที่แล้ว  ก็จะนำออกมาตีบนทั่งเหล็ก  ที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก  แต่กว้างพอสมควร  ขั้นตอนนี้เป็นการตีเพื่อนวดเนื้อเหล็กและกำจัดสินแร่แปลกปลอมออกไปจากเนื้อเหล็ก  โดยระหว่างการตีนวดนั้น  ช่างตี จะนำก้อนเหล็กมาคลุกกับฟางข้าวเป็นระยะๆ  เพื่อให้ฟางข้าวช่วยดึงสิ่งแปลกปลอมออกจากเนื้อเหล็กด้วย  ขั้นตอนการตีนวดเนื้อเหล็กนี้  อาจกินเวลายาวนาน 2 วัน 4 วัน หรืออาจจะ 1 อาทิตย์  แล้วแต่ปริมาณสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในเนื้อเหล็กด้วย  เมื่อตีนวดจนได้ที่แล้วปริมาณคาร์บอนในเนื้อเหล็กกระจายตัวดี  ก็จะนำก้อนเหล็กที่ได้มาทำการตียืดความยาวเพื่อขึ้นรูปตัวดาบ  ตามปริมาณเหล็กในตอนแรก  ว่าจะตีดาบชนิดไหนนั่นเอง  แม้ว่าขั้นตอนการตีจะยุ่งยากซับซ้อนขนาดนี้  แต่...ดาบนี้ก็ยังไม่ใช่ดาบสุดยอดที่ดีพอ

ในสมัยคามาคูระ  400  ปีต่อมา  ช่างตีดาบได้ศึกษาค้นคว้าวิธีการตีดาบแบบโบราณ  จนเกิดยุคทองของสุดยอดเทคนิคการตีดาบขึ้น  คือ  ช่างตีดาบได้มีการตีพับเนื้อเหล็กเข้าหากัน ดาบที่ดี ต้องมีการตีพับเนื้อเหล็กไม่ต่ำกว่า 14 ครั้ง ซึ่งจะก่อให้เกิดชั้นของเหล็กซ้อนทั้บกันมากกว่า 10000 ชั้น

  เกิดเป็นลวดลายที่สวยงามที่เรียกว่า ลายทับชั้นจิฮาดะ (Jihada) (จะขอยกไว้ไปอธิบายในบทต่อไป) และมีการผสมเหล็กสองชนิดเข้าด้วยกันขึ้น คือ  ทามาฮากาเนะและโอโรชิกาเนะ

ซ้ายคือ ทามาฮากาเนะ  ขวาคือ โอโรชิกาเนะ

ในส่วนของเหล็กทามาฮากาเนะนั้นจะใช้เป็นเนื้อส่วนนอกและจะนำโอโรชิกาเนะมาเป็นใส้ใน ตามแต่ชนิดและวิธีการสอดเนื้อเหล็กเพื่อตีผสมกัน

ในสมัยนั้น  วิธีที่นิยมกันมากคือ วิธีสอดเหล็กแบบ ซันไม (Sanmai)

สีขาว คือเหล็กแข็ง สีเทาคือเหล็กเหนียว


และ โคบูเสะ (Kobuse)

สีเทาเข้มคือเหล็กอ่อน สีเทาอ่อนคือเหล็กแข็งปานกลาง

และยังมีวิธีสอดเหล็กอีกหลายชนิดคือ

เหล็กสีเทาเข้มตรงกลางคือเหล็กอ่อน คมดาบคือเหล็กแข็ง  ด้านข้างคือเหล็กแข็งปานกลาง สันบนคือเหล็กแข็งปานกลาง

ตรงกลางคือเหล็กอ่อน  ด้านข้างคือเหล็กแข็งปานกลาง  คมดาบคือเหล็กแข็ง

แบบสุดท้ายคือ มารุ(Maru)

การตีแบบมารุนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยม เนื่องจากเป็นการตีแบบเก่ามีเหล็กชนิดเดียว แม้จะแข็งแต่ก็เปราะ ทำให้หักง่ายจึงไม่ได้รับความนิยมในการตีเท่าใดนักในปัจจุบันการตีดาบแบบมารุจะพบมากในดาบที่มีราคาถูกเพราะไม่มีความยุ่งยากในการตีมากและก็ไม่ต้องใช้เหล็กชั้นดีในการตีจึงลดต้นทุนลงไป  เหตุที่ต้องผสมเหล็กหลายชนิดเข้าด้วยกันนั้น เพื่อการใช้งานในหลายๆลักษณะ เช่น หากเวลาซามูไรประดาบกัน  คมดาบก็จะต้องสัมผัสกัน เหล็กที่นำมาทำคมดาบก็จะต้องแข็งพอที่จะไม่ทำให้คมบิ่นเสียก่อน  และส่วนสันหลังของตัวดาบที่เป็นเหล็กอ่อนนั้น  ก็จะช่วยดดูดซับและกระจายแรงกระแทกอย่างเท่าๆกัน ดาบจึงจะมีความยืดหยุ่น ไม่หักเสียหาย  ส่วนบางวิธีที่นำเหล็กเหนียวมาแปะด้านข้างนั้น  เพื่อในเวลาที่โดนฟันเข้าทางด้านข้างดาบ  โอกาศที่ดาบจะหักจะได้น้อยลง  เพราะตามวิสัยของดาบนั้น  หากถูกฟันเข้าด้านข้างดาบก็จะหักทันที  การนำเหล็กเหนียวมาตีกระนาบเอาไว้จึงเป็นการป้องกันการหักของดาบเมื่อถูกฟันเข้าด้านข้างในส่วนที่ไม่ใช่คมดาบได้

เมื่อช่างตีดาบ  ทำการสอดเหล็ก 2 หรือ 3 ชนิดเข้าด้วยกันแล้วก็จะนำมาตียืดออกให้ได้ขนาดตามต้องการ  และจำค่อยๆจุ่มน้ำอย่างระวัง เพราะขั้นตอนนี้อาจจะทำให้ตัวดาบที่เพิ่งยืดเนื้อเหล็กเกิดการบิดตัวได้ และจะทำให้ชิ้นงานเสียหายทันที การจุ่มน้ำในขั้นตอนนี้ยังไม่ใช่การเสร็จสิ้นกรรมวิธีการตีดาบ  แต่ทำเพื่อที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการทำการชุบโคลนเพื่อทำให้แก่ตัวดาบนั่นเอง

การชุบโคลน หรือใน ภาษาทางการเรียกว่า  การพอกโคลนชุบแข็งนั้น  กระทำเพื่อให้ส่วนคมดาบ  และส่วนสันหลังดาบ  เกิดความแข็งอ่อนไม่เท่ากัน  โคลนที่นำมาพอกตัวดาบนั้น มีด้วยกันสองชนิดคือ โคลนพอกตัวดาบและโคลนพอกคมดาบ  ก่อนอื่น  ช่างตีดาบจะนำดาบมาพอกโคลนทั้งตัวดาบก่อน โดยโคลนชนิดแรกนี้มีสีเหลืองอ่อนๆ  โคลนชนิดนี้จะให้ความแข็งอยู่ที่ 40 HRC (Hardness Rockvell scale C)

เมื่อพอกโคลนชนิดแรกแล้ว ก็จะนำโคลนอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีสีเข้มกว่า  มาพอกในส่วนของคมดาบเท่านั้น  จะไม่พอกในส่วนสันหลังดาบ เพราะโคลนชนิดนี้จะทำให้เกิดค่าความแข็งที่คมดาบอยู่ที่ 60 HRC  และในขั้นตอนการพอกโคลนชนิดที่สองนี้เอง

  ที่ช่างตีดาบจะทำการปาดโคลนให้เกิดลวดลายต่างๆ  ที่เรียกว่า ลายฮามอน (Hamon) ที่มีความสวยงามอีกลายหนึ่ง  การเขียนลายฮามอนนี้ มีการพัฒนามาตั้งแต่ในอดีตจนถึคงยุคปัจจุบัน ก็มีมากกว่า 50 แบบ ตามแต่สายวิชาการตีดาบของช่างแต่ละคน

ลายฮามอนแบบพอสังเขป

           1.ซุกุฮะ直刃 : เป็นรายดั้งเดิมเก่าแก่ของดาบญี่ปุ่น เป็นลายลักษณะตรงมีความสวยงาม โดยมีรูปแบบปลีกย่อยไปอีกเช่น ลายตรงกว้าง(ฮิโระอิซุกุฮะ広い)  ลายตรงขนาดกลาง(ชูซุกุฮะ中)  ลายตรงขนาดเล็ก (โฮโซซุกุฮะ 細) ช่างสำนักที่มีชื่อเสียงมากนิยมใช้ลายนี้ เช่นสำนัก ไร 来และ สำนักอะวะตะคุชิ 粟田口เป็นต้นและอีกมากมาย
          2.มิดะเระ乱れ : เป็นลายลูกคลื่นเล็กปลายซิกแซก มักจะพบเห็นเป็นลายรองเสริมในลายหลักเช่น มิดะเระโนทะเระ คือลายคลื่นโนทะเระส่วนปลายเส้นฮามอนจะเป็นลายมิดะเระเป็นลายทีแพร่หลายมาก มายทั้งในดาบยุคเก่าและยุคใหม่มีสำนักที่ใช้ 18 สำนักและในรายช่างอีกนักไม่ถ้วน ทั้งใช้เป็นลายหลัก หรือใช้เป็นลายรอง.
          3.โนตะเระ湾れ : เป็นลายเก่าแก่อีกลายหนึ่งที่ พัฒนามาจากลาย ซุกุฮะ เป็นลายที่พอเห็นได้บ่อยจนแทบจะเป็นลายเอกลักษณ์ของดาบญี่ปุ่นที่พัฒนาและ ใช้ในในสำนักสาย  โซซูแด็ง相州สามารถแบ่งปลีกย่อยได้อีกดังนี้   คลื่นลูกเล็ก(โคะโนตะเระ小湾れ) , คลื่นลูกใหญ่ (โอะโนตะเระ大湾れ) , คลื่นหัวฟันปลา (โนตะเระมิดะเระ湾乱れ).
          4.โชจิ丁子 : เป็นลายสายงามคล้ายดอกของต้นการพูลญี่ปุ่น พบได้บ่อยเป็นลายรองในการแซมลายหลักเช่น แซมในลาย กุโนเมะ ก็จะกลายเป็น กุโนเมะ โชจิ คือลักษณะทรงดอกโชจิ สลับซ้อนกันเป็นแนวของกุโนเมะ สายที่นิยมใช้คือสาย บิเซนแด็ง แต่สามารถพบได้ใน สายยะมะชิโรแด็ง ของสำนัก อะโอะเอะ 青江และในยุด ชินโตะ新刀สำนักตี อิชิโด石堂 ต่อมาในยุค ชินชินโตะ新々刀 โดยสำนัก ซุชินชิ 水心子.  
         5.กุโนะเมะ互の目 : เป็นลายคลื่นถี่ เป็นลายที่พบได้บ่อยในดาบญี่ปุ่น มีคำกล่าวว่า กุโนะเมะเป็นผลผลิตจากโนะตะเระ กล่าวคือ เป็นลายที่พัฒนามีพื้นฐานจาก ลายโนตะเระ โดยเป็นลูกคลื่นที่ถี่ขึ้นและความโค้งสันคลื่นของลายแคบลง มีขนาดทั้ง เล็ก (โคะ小) และใหญ่ (โอะ大).
          6.กุโนะเมะ โชจิ 互の目丁子 : เป็นลายดอกโชจิ สลับซ้อนกันเป็นแนวคลื่นสั้นๆ ในรูปแบบกุโนะเมะพบได้มากในสาย มิโนะแด็ง 美濃伝 เช่นสำนัก ซุเอะเซกิ末関 ในช่าง คะเนฟุสะ 兼房, คะเนสะดะ兼定,คะเนซึเนะ 兼常และสำนักยุค ชิโตะ新刀 สำนัก จุมโย 寿命,ไอสุคะเนะซะดะ会事兼定.
          7.โทรัน 濤瀾 : เป็นลวดลายคลื่นลูกใหญ่เล็ก มีช่วงกว้างของคลื่นค่อนข้างใหญ่ และความสูงของคลื่นมาก สลับกันไปมาไม่แน่นอนเป็นลายที่เกิดในยุคชินชินโตะ新々刀 คิดค้นโดยสำนัก ซุเคะฮิโระ助広แห่งแคว้น เซ็ตซึ攝津หรือโอซาก้า大阪นั้นเอง ในความควบคุมของ ไดเมียว อะโอะยาม่า อินะบะโนะคามิ สำนักนี้จึงใช้นามบ่งบอกความอยู่ใต้ความควบคุมของเจ้าเมืองในการสลักชื่อที่ กั่น(เมอิ 名) ว่า “อิชิเซน โนะ คามิ ซุเคะฮิโระ 越前守助広”
          8.ซัมบองซึกิ 三本杉 : ฮามอนลายฟันปลาปลายแหลม ทุกๆสามเส้นแหลมจะมีเส้นแหลมใหญ่หนึ่งเส้นคั่น ทำให้ดูเป็นช่วงความถี่เหมือนคลื่นเสียงสูงคิดค้นโดยสำนักตี คะเนะโมะโต้ 兼元คนที่สอง(บุตรชาย)แห่งสาย มิโนะแด็ง 美濃.
          9.จูซุบะ 数珠刃 : ลายคลื่นโค้งเหมือนโค้งกระเบื้องหลังคาญี่ปุ่นโบราณเป็นลายโค้งที่ได้สัด ส่วนเรียงเป็นระเบียบ พบบางครั้งเป็นลายเสริมใน กุโนะเมะ互の目ในสำนักที่เน้นการชุบลายนี้โดยทั่วไป.
          10.ฮิตะซึระ 皆焼 : ลวดลายนี้ จะมีฮามอนกระจายเป็นดวงทั่วใบดาบ โดยจะแบ่งเป็นสองส่วนในส่วนคมจะเป็นลาย กุโนเมะมิดะเระ,โนตะเระมิดะเระ ส่วนตัวดาบจะมีดวงฮามอนกระจายเป็นจุดเล็กจุดใหญ่ไปทั่ว จุดเริ่มต้นโดย ช่างตีสาย โซซูแด็ง相州 แห่งแคว้น ซากามิ相模ในสมัยนัมโบคุโชว南北朝.
          11.ยะฮะซุ มิดะเระ 矢筈乱 : ลายนี้เป็นลวดลายฮามอนแบบหางปลา ตามบันทึกพบได้ไม่บ่อยนัก เป็นลวดของสาย โซซูแด็ง相州 ของสำนัก หรือ สำนักของลูกศิษย์ เซนโกะมูระมาซะ 千子村正อันลือชื่อที่เจ้าของดาบในตำนาน.
          12.ฮะโคะมิดะเระ 箱乱れ : ลายคลื่น รูปกล่อง เป็นลวดลายที่พัฒนามาจากลาย ยะฮะซุ มิดะเระ 矢筈乱 พัฒนาโดยสำนักตีลูกศิษย์ของ มูระมะซะ โดยพัฒนาจากลายเดิมที่เว้าคอดที่เอวสองข้าง และคอในส่วนหัวให้ เป็นลายเต็มลักษณะรูปลูกคลื่นกล่องสี่เหลี่ยม สำนักที่ใช้ได้แก่ นะกะโยชิ 長吉,ชิมะดะ島田,อิซุมิโนะ คามิ คะเนะซะดะ和泉守兼定 ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกศิษย์ของ มูระมาซะ จะมีอยู่สำนัก คะเนะวะกะ兼若 อยู่ที่เดียวที่ไม่ได้เป็นศิษย์.
          13.โชจิมิดะเระ 丁子乱れ :ลายสายงามคล้ายดอกของต้นการพูลญี่ปุ่น เป็นลายดอกกานพูลสลับกันในแนวซิกแซก โดยเป็นการพัฒนาในสำนักที่ผลิตดาบรูปแบบฮามอน โชจิ เป็นพื้นฐาน สายที่นิยมใช้คือสาย บิเซนแด็ง แต่สามารถพบได้ใน สายยะมะชิโรแด็ง ของสำนัก อะโอะเอะ 青江และในยุด ชินโตะ新刀สำนักตี อิชิโด一堂 ต่อมาในยุค ชินชินโตะ新々刀 โดยสำนัก ซุชินชิ 水心子.
          14.ซุดะเระ 簾れ : ลวดลายนี้ แปลว่าลาย เนื้อไม่ไผ่ ลักษณะเป็นซี่เนื้อไม้ไผ่เป็นชั้นๆ มักพบได้และปรากฎร่วมในแนวบนของฮามอนซุกุฮะ หรือ โคะโนตะเระ 小湾れ ผู้คิดค้นลวดลายนี้ได้แก่ โยชิมิชิ ผู้มีนาม เมอิ ว่า “ทันบะ โนะ คามิ โยชิมิชิ丹波守吉道” .
          15.กุโนเมะซัมบองโชจิ 互の目三本丁子 : เป็นลวดลายที่พัฒนาโดยสำนัก ซุเอะโซชู 末相州,สำนัก ชิตะฮาระ下原เป็นลายที่พบได้ไม่บ่อยนักในปัจจุบัน.
          16.คิคุซุย 菊水 : คิคุ แปลว่า ดอกเชอรี่ , ซุย แปลว่า น้ำ ลายนี้เป็นลวดลายที่สวยงาม เปรียบเสมือนดอกเชอรี่กำลังลอยอยู่ในสายน้ำ มักเป็นลายเอกที่เกิดบนลาย ซุกุฮะ ,ซุดะเระ,โนตะเระ ทำให้เกิดเหมือนสายดอกเชอรี่ล่องลอยบนผิวน้ำ พบได้ในดาบสาย ชินโตะโทะคุแด็ง 新刀特伝ใน สำนัก คุนิซุเกะ 国助นามเมอิ “คะวะ คุชิ โนะ คามิ คุนิซุเกะ河内守国  และพบได้ในสำนัก โยชิมิ吉道 .
          17.ซะกะโชจิ 逆丁子 : เป็นลวดลายโชจิ ลู่ตามลมไปทิศเดียว พบได้ในดาบทุกยุค สำนักที่ทำลวดลายนี้ได้แก่ คะตะยาม่า อิชิมอนจิ片山一文字,ชูอะโอะเอะ 中青江 ,ฟุคุโอะกะ อิชิโด福岡石堂,นาโอทาเนะ直胤,ซึนะโตะชิ綱俊และ ซะดะคะสุ貞一.
         18.ฟูจิ 富士 : เป็นลวดลายภูเขาไฟฟูจิ 富士山 เป็นลายเอกที่เกิดขึ้นบนลาย ซุกุฮะ พบได้ในดาบสายชินโตะโทะคุแด็ง 新刀特伝ในสำนัก ทันบะ โนะ คามิ โยชิมิชิ丹波守吉道 สำนักเดียวกันที่คิดค้นลาย ซุดะเระ簾れ.
          19.โนะโคะกิริบะ 鋸刃 : เป็นลวดลายแปลว่า ฟันเลื่อย ลักษณะฮามอนจะคล้ายกับฟันเลื่อยสำหรับงานไม้ของชาวญี่ปุ่น บ่อยครั้งมีคำเรียกว่า ลายเปลวเพลิง พบได้ที่สำนักตีสาย บิเซนแด็ง 備前伝ได้แก่สำนัก ทะตะยาม่า อิชิมอนจิ 片山一文字 ,  ฟูกุโอะกะ อิชิมอนจิ 福岡一文字 ,โอะซาฟุเนะ นิได นากะมิซึ 長船二代長光 และสาย ยะมะชิโร่ แด็ง 山城伝ได้แก่สำนัก ชูอะโอะเอะ 中青江
          20.มิมิกะตะ 耳方 : เป็นลวดลายคล้ายหูคน ในภาษาญี่ปุ่นคำว่าหูเรียกว่า “มิมิ”  ดังนั้นชื่อลายนี้แปลตรงตัวก็คือ ลายรูปทรงหู เป็นลายเก่าแก่ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากเป็นลายของสำนัก โอะซาฟุเนะ 長船ในสมัย  นันโบคุโชว 南北著 โรงตีนี้สืบทอดวิชาการตีสาย บิเซนแด็ง備前伝 โดยช่างตี โอะซาฟุเนะโชกิ 長船長義เป็นผู้เริ่มใช้.
         21.จูกะโชจิ 重花丁字 : ลายรวมโชจิ อัดซ้อนกันเป็นทวิคลื่นดอกโชจิ พบได้ในสายยะมะชิโรแด็ง山城伝สำนัก อะวะตะคุชิ粟田口 และในสายบิเซนแด็ง備前伝สำนัก ฟุกุโอะกะอิชิมอนจิ 福岡一文字และสายมิโนะแด็ง美濃伝สำนัก อิซุมิโนะ คามิ คะเนะซะดะ和泉守兼定เป็นต้น.
         22.คะวะซุโนะโคะโชจิ 蛙子丁子 : เป็นลวดลายโชจิ สูงต่ำคล้ายๆ ซัมบองซึกิโชจิ แต่ความเป็นระเบียบในนิ้วโชจิที่ขึ้นมาจะมีความไม่เท่ากัน พบได้ในสำนัก มิซึทะดะ 光忠 , โมริอิเอะ 守家 , มิซึฮิระ光平เป็นต้น.
         23.ซุกุฮะโฮซึเระ 直刃はつれ : เป็นลวดลายซุกุฮะที่ขอบบนมีลักษณะเป็นเส้น นิเอะにえระยิบระยับ เหมือนทางหมู่ดาวขนาดไปกับขอบบนฮามอนตลอดใบ พบได้ในสำนัก เอนจู 延寿 , อุไค 鵜飼 , โฮโช 保昌, นันคิชิเกะคุนิ 南紀重国.
        24.ซุกุฮะเนะซุมิอะชิ 直刃鼠足 : เป็นลายซุกุฮะที่แซมด้วยขีดเส้นเล็กๆด้านบนฮามอน โดยขีดเส้นเล็กมากนี้ และไข้วไปมาดังภาพนี้ ลักษณะเหมือนขาหนู ซึ่งคำว่า เนะซุมิอะชิ 鼠足 ก็แปลว่าขาหนูนั้นเองสำนักที่ผลิตลายนี้มีดังนี้ สายยะมะชิโรแด็ง山城伝สำนัก ไร 来,อุไก鵜飼,อะโอะเอะ青江  สายบิเซนแด็ง備前伝สำนัก โคะโอะซะฟุเนะ古長船 สายมิโนะแด็ง美濃伝สำนัก อะคะซะกะเซนจูอิง赤坂千手院เป็นต้น.()

            ที่เรามักจะพบเห็นกันได้ทั่วไปและมีเยอะที่สุดคือ ฮามอนแบบลายคลื่น เนื่องจากลายฮามอนชนิดนี้ สามารถใช้เครื่องจักรในการผลิตได้ง่าย มักพบเห็นตามดาบที่มีไว้โชว์เพื่อความสวยงามหรือดาบจากโรงงานที่มีราคาถูก  ซึ่งลายฮามอนเหล่านี้จัดอยู่ในประเภทฮามอนเทียม  ที่ไม่ให้ค่าความแข็งและยืดหยุ่นแก่ตัวดาบแต่ประการใด  จุดประสงค์คือทำขึ้นเพื่อความสวยงามเท่านั้น  ฮามอนที่แท้จริงต้องเกิดจากการพอกโคลนฮามอนโดยเฉพาะเท่านั้น  และยังมีลายฮามอนชนิดอื่นที่เกิดจากการใช้กรดบางชนิดกัดเนื้อเหล็กให้เกิดลวดลายแต่ก็จัดอยู่ในประเภทฮามอนเทียมเช่นกัน

             จากนั้น  เมื่อทำการพอกโคลนและเขียนลายฮามอนบนตัวดาบเสร็จเรียบร้อยแล้วช่างตีดาบก็จะนำตัวดาบกลับมาเผาไฟอีกครั้งที่อุณหภูมิประมาณ 700-800 องศาเซลเซียส  นานประมาณครึ่งชั่วโมง จนโคลนจับตัวซึมเข้าสู่เนื้อเหล็กดี  ก็จะนำดาบที่เผาลงแช่ในน้ำเย็นให้เหล็กเย็นและหดตัวลงทันที  ขั้นตอนนี้สำคัญมาก  เพราะถ้าหากควบคุมอุณหภูมิในการเผาไม่ดี  ดาบที่ได้ก็จะไม่ได้รูปทรง  กล่าวคือ  หากอุณหภูมิต่ำเกินไป  ดาบก็จะไม่หดตัวและไม่เกิดความโค้งของตัวดาบ  แต่ถ้าอุณหภูมิสูงเกินไป ดาบก็จะคดงอเสียรูปหรือาจจะหักได้  ความโค้งของดาบจะเกิดขึ้นสองช่วงคือ  ช่วงก่อนทำการพอกโคลนฮามอนและหลังจากชุบอบเรียบร้อยแล้ว  การแช่น้ำเย็นทันทีจะทำให้ดาบเกิดการโค้งตัวตามธรรมชาติโดยไม่ต้องดัดแต่อย่างใด  ซึ่งความโค้งของดาบจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการพอกโคลนด้วยว่า กำหนดให้คมดาบและสันดาบมีความแข็งไม่เท่ากันอย่างไร  ดาบที่ได้ก็จะเกิดความมุมโค้งตามแต่การพอกโคลนของช่างแต่ละคนด้วย  เหล็กที่โคลนแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเหล็กได้ดีที่สุดคือ ทามาฮากาเนะ ส่วนเหล็กชนิดอื่นนั้น  จะขอยกไปกล่าวในบทอื่น

             ช่างตีดาบในสมัยโบราณเมื่อตีดาบขึ้นมาจนเสร็จเป็นทีี่เรียบร้อยแล้วก็จะนำดาบมาทำการลอกลาย คล้าย การถ่ายสำเนาของดาบ ในสมัยโบราณที่นิยมทำกันและปัจจุบันก็ยังทำกันอยู่ในดาบญี่ปุ่น  โดยใช้กระดาษสาญี่ปุ่นแบบบางๆสำหรับงานนี้ ที่เรียกว่า โอชิกะตะ คะมิ押形紙(Oshigata kami) วางทาบและใช้ แท่งหมึกจีน ที่เรียกว่า ซูมิ 墨(Zumi) ส่วนถ้าเป็นแบบอินเดียอิ้งจะเรียกว่า เซะคะโบคุ石化僕(Segaboku)ตัดแต่งทรงให้รับกับพื้นที่ผิวดาบในส่วนต่างๆที่จะฝนเพื่อให้เกิดภาพแรเงา    โดยเฉพาะในส่วนของ นะกะโคะ 茎(Nagako)   สำคัญมากการแรเงาต้องทำอย่างชำนาญเพื่อเก็บรายละเอียด รอยตะไบ ยะซุริเมอิ 鑢名(Yatsuri mei) และ  เมอิ 銘(Mei) หรือรอยตำหนิต่างๆ แม้แต่ รูกั่น เมะคุกิอะนะ 目釘あな(Mekugi ana)   ส่วนรายละเอียด ฮามอน 刃文(Hamon) และ นิโอะ  นิเอะ  にお、にえ(Nio nie) ต้องใช้การวาดร่างจากดินสอเอาเอง

               เหตุผล ที่ ทำไม โอชิกาตะจากช่างวาดที่มีชื่อเสียง หรือ ที่ได้รับการเชื่อถือ ถึงราคาแพง เพราะ โอชิกาตะ นี้เปรียบเสมอ สำเนาพิมพ์เขียว ที่เก็บรายละเอียดทุกส่วนของดาบเอาไว้  และในส่วนที่ ยากแก่บุคคลคนที่ไม่มีความชำนาญในการพิจารณารายละเอียดของดาบทั่วไปจะดูได้ ทั้งหมด เพราะบางรายละเอียดต้องพิจารณาเก็บข้อมูลกัน ในการดูกับแสงไฟมุมต่างๆ และนำมาวาดให้เหมือนดาบต้นแบบ ชนิดเพี้ยนกันไม่ได้ เพราะ ใบโอชิกะตะนี้ มีส่วนสำคัญในการที่  ช่างขัด หรือ ช่างที่จะบูรณะดาบ ได้รู้ ว่าทรงและรูปแบบของดาบเล่มนั้นแต่เดิม เป็นแบบไหน  เพราะช่างขัดจะได้ ขัดเรียกจุดเด่นลายของดาบตามแบบเดิมนั้น  ด้วยเหตุผลที่ ช่างขัดมีหลายระดับฝีมือ ช่างที่ชำนาญมาก ค่าตัวแพง ชั่วโมงบินสูง จะสามารถเรียก ธรรมชาติ ความงามของเนื้อเหล็ก ลายอุณภูมิ ได้ตรงกับ ความจริงของชิ้นงาน  และ แยกแยะส่งนผสมของยาขัด ที่มีการแยกใช้ สำหรับดาบต่างยุคสมัยกัน ในการขั้นบางขั้นตอน            

               จึงเห็นได้ว่า ดาบเล่มเดียวกัน ให้ช่างขัดระดับฝีมือต่างกัน ก็จะออกมาในรายละเอียดที่ไม่ครบถ้วนเท่ากัน  เหมือนช่างจารนัยเพชร  ใครมีฝีมือ ย่อมทำให้เพชรนั้นงามกว่า และ โอชิกะตะ จะมีมาพร้อมในดาบระดับ จูโย โทะเคน เสมอพร้อมคำอธิบายรายละเอียดที่เรียกว่า จูโย ซุฟุ

                พิธีกรรมโบราณที่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆนั้น ช่างตีดาบต้องถือศีลกินเจในขณะที่หลอมเหล็ก ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร เพื่อผลิตดาบให้เป็นมงคลแก่ผู้เป็นเจ้าของดาบเล่มนั้นๆ ดาบคล้ายกับเครื่องลางของขลัง หรืออย่างพระเครื่องของคนไทยที่ปลุกเสกจากเกจิอาจารย์ดัง
ช่างตีดาบ และลูกมือจะร่วมมือกันทำดาบเพียงหนึ่งเล่มในระยะเวลามากกว่าเดือน ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าช่างตีดาบที่ดีจะทำดาบที่ดีออกมา หากช่างตีดาบมีจิตใจไม่ดีดาบที่ตีออกมาก็จะไม่ดีไปด้วย ดาบแต่ละเล่มจึงมีราคาไม่เท่ากัน กล่าวกันว่า...บางเล่มราคามากกว่าที่ดินหนึ่งผืน หรือดาบที่ดีเพียงเล่มเดียวอาจจะมีราคาสูงกว่าหอกสามร้อยเล่ม ในสมัยโบราณดาบจึงไม่ใช่อาวุธที่สามารถจะซื้อมาใช้ในกองทัพได้ นอกจากเป็นสมบัติส่วนตัวของเหล่าซามูไรเท่านั้น
                ช่างตีดาบช่างตีดาบที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน
"ซาดาอิจิ กัสสัน" Sadaeji Gassan ช่างตีดาบที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง

Sadatoshi Gassan

                  กัสสันเป็นตระกูลช่างตีดาบที่ตกทอดมากว่า ๗๐๐ ปี ปัจจุบันยังคงรักษาขนบธรรมเนียมการตีดาบอย่างประณีตตามขั้นตอนและวิธีการแต่ โบราณจากยุคทอง สมัยคามาคูระ โดยเป็นมรดกตกทอดมาถึง "ซาดาโตชิ กัสสัน" (Sadatoshi Gassan) ดาบซามูไรยังคงความประณีตงดงามถือเป็นงานศิลปะขั้นสูงสุดตกทอดมาจาก บรรพบุรุษ ปัจจุบันยังมีช่างตีดาบอีกจำนวนมากที่ตีดาบตามแนวทางดั้งเดิม.

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วขอทำความเข้าใจกันก่อนว่า  เครื่องมือเครื่องใช้  ชื่อเรียกต่างที่ใช้ในการตีดาบนั้น  ผู้เขียนจะพยายามหาชื่อเรียกเครื่องมือต่างๆมาให้ได้มากที่สุึด เพราะเรื่องกรรมวิธีการตีดาบญี่ปุ่นนี้ เป็นความลับสุดยอดของช่างตีดาบแต่ละคน  จะไม่เปิดเผยกับบุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด นอกจากผู้สืบทอดวิชาเท่านั้น  ดังนั้น  ผู้เขียนจะอธิบายเครื่องมือต่างๆตามชื่อเรียกเครื่องมือสากลเป็นหลัก  จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

และในบทต่อไป  จะขอกล่าวถึงในเรื่องของส่วนประกอบต่างๆของตัวดาบและสายวิชาการตีดาบของช่างตีดาบสำนักต่างๆในสมัยก่อนครับ

(เนื้อหาเหล่านี้ ยังไม่อนุญาตให้เผยแพร่ที่ใด เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจทาน และเสริมข้อมูลเพิ่มเติม)

ขอขอบคุณ คุณ ต้น บูชิโด,9samurai,ทุกท่านที่ไม่ได้เอ่ยนามและเว็บไซต์อื่นๆที่ได้นำความรู้มาเขียนขึ้นในบทความนี้ ขอบคุณมากครับ

1

สวยงาม
1

นับถือ

แรงมาก

แน่นอนมาก

ยอดเยี่ยม

ตแหน่งของเพื่อน (2 คน)

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นล่าสุด

อ้างอิง boyly 2011-8-11 19:10
สุดยอดแห่งดาบซินะ น่าลองเ ...
อ้างอิง D.pig 2011-8-9 04:32
บทความ ดาบซามูไร

ดูความเห็นทั้งหมด(2)

หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

หมวดหมู่ย่อย

ประวัติ|Mobile|Raamas Inc.

GMT+7, 2014-8-22 02:58 , Processed in 2.166992 second(s), 14 queries , Gzip On.

Powered by Discuz! X2

© 2001-2011 Comsenz Inc.

TOP